ของขวัญชิ้นแรก

0
335

หมู ตื่นนนนนนนนนน!

ลูกหมู ตื่นยังลูกกกกกกก!

อั้ยหมูอ้วนนนน ตื่นได้แล้วววววว!!!

ฉันรู้ดีว่า สิ้นเสียงที่สามนี้ หายนะ กำลังจะเกิดขึ้น

ตุบ ตุบ ตุบ
(เสียงคนขึ้นบันไดไม้)

ตุบ ตุบ
(ใกล้เข้ามาทุกที)

ตึง !!!!
ประตูถูกเปิดออก เร็วพอๆกับผ้าห่มของฉันถูกกระชาก ทั้งๆที่ฉันอุตส่าห์ม้วนตัวเป็นโรลล์ไว้
เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันตัวเอง

อั้ยลูกหมู !!!! แม่ปลุกสามครั้งแล้วยังไม่ตื่นอีก
ทันทีที่สิ้นเสียง ฉันซึ่งกำลังแกล้งหลับ
อมยิ้ม และขดตัวกลมขึ้น

แม่ กอด ฟัด หอม และจั๊กกระจี้ จนต้องรีบลุกขึ้นมา วิ่งลงไปอาบน้ำ
นี่เป็นสุดยอดไม้ตาย ที่ต้องแพ้ให้เธอเสมอ

แม่ของฉัน เป็นผู้หญิงวัยใกล้ชรา (แม่บอกว่า แม่ยอมตายไม่ยอมแก่ห้ามพูดว่าแม่แก่ แม่จะปล่อยให้พ่อแก่ไปคนเดียว…มีงี๊ด้วยเหรอ?) ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ห้าวหาญ ขาลุย ตรงข้ามกับหน้าตาสวยหยดย้อยของเธอ ทำให้เธอได้พบผู้ชาย ที่”กล้า” แต่งงานกับเธอตอนอายุ 37 ปี และมีข้าพเจ้า ในวัย ที่เสี่ยงต่อการมีลูกที่ไม่สมบูรณ์ แม่พูดกับฉันตลอดว่า แม่นึกว่าหนูจะเอ๋อซะแล้ว แม่กังวลมากๆเลย ฉันเคยถามแม่เล่นๆว่า

ฉัน : แม่ๆตอนท้องหนู แม่เป็นยังไงบ้าง?
แม่ : แม่ร้องไห้เลยย
ฉัน : นี่ดีใจขนาดนั้นเลยเหรอ มีลูกน่ะ
แม่ : ป่าว แม่อายเค๊า ใส่ชุดคลุมท้องตอนแก่แล้ว
ฉัน : ……..

แม่ของฉัน เป็นคนที่ Super Optimistic เรียกว่า โลกโคตรสวยเลยก็ได้ ซึ่งฉันมักจะได้รับคำสอน และซึมซาบอะไรแปลกๆ จากเธอเสมอ เช่นครั้งหนึ่ง ฉันเคยต้องสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย และมีผู้เข้าสอบมากกว่า 1400 คน ในขณะที่ รับแค่53 คนเท่านั้น ฉันเห็นยอดผู้เข้าสอบเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ตามป้ายหน้าโรงเรียนที่ update ไว้ ฉันรู้สึกเครียดจนกระทั่ง ต้องโทรไปขอกำลังใจจากเธอ

ฉัน : แม่ คนสอบเยอะจัง
แม่ : เท่าไหร่อ่ะลูก
ฉัน : พันสี่ร้อยกว่าแล้ว ลูกจะสอบได้ได้ยังไง (แล้วฉันก็ร้องไห้งอแง เป็นเด็กมาอย่างไร้สาเหตุ อาจจะเป็นเพราะ เธอเป็นคนเดียว ที่ฉันจะเป็นเด็กได้ตลอดเวลามั้ง)
แม่ : เอาอย่างงี๊นะลูก คิดตามแม่นะ
สมมติว่า คนที่มาสอบ 1,400 คน จำวันสอบผิดซะ 200 คน ป่วยท้องเสียมาสอบไม่ได้ 200 คน มาสายไม่ทันสอบ 200 คน ไม่อยากมาสอบ แม่บังคับ 200 คน สมัครเล่นๆไม่มาสอบ200คน ไม่ใช่เด็กเก่ง 200 คน
เหลือ 200 คน ลูกว่า ลูกสู้ไหวมะ
ฉัน : ได้ค่ะ
แม่ : งั้น ไปอ่านหนังสือต่อนะลูก อย่าท้อ อย่ากลัว แม่มั่นใจ อะไรที่ลูกพยายาม ลูกจะทำได้

ฉันตลกตัวเองมาก ที่เชื่อตรรกะของแม่ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าสิ่งที่แม่หลอกให้คิด มันไม่เป็นความจริง แต่อานุภาพที่ทรงพลัง จากคำพูด และความเชื่อมั่นในตัวเรา ที่มีจากเขา เป็นขุมพลังที่ผลักฉันให้ไปข้างหน้า ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

แต่เพราะะคำพูดของแม่น่ะแหละ ที่เป็นเหมือนแสงเทียนส่องสว่าง ในยามฉันมืดมิด
นอกจากคำพูดน่ารักๆ ที่แม่พยายามให้ฉันสบายใจ
สื่อถึงความอบอุ่น และศรัทธา ที่มีในตัวของลูกน้อยๆของเธอแล้ว
แม่ยังมอบอาวุธที่ทรงพลังมากที่สุด คือ โลกสวยๆของแม่ ที่ทำให้ฉันยังเชื่อมั่น ในความดี

‘แม่’อาจจะเป็นของขวัญ ชิ้นแรกๆ ในชีวิตลูก ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา
ของขวัญชิ้นนี้ของฉัน อาจจะขี้บ่นมากไปหน่อย ยิ่งตอนนี้เลยวัยทองมานานแล้ว
ยังไม่หาย sensitive รวมทั้งอาการหูที่ฟังไม่ชัด แต่ขยันเชื่อมโยงเรื่องราว แล้วขี้น้อยใจ
ฉันก็ยังคงทะนุถนอม ของขวัญเก่าๆชิ้นนี้เป็นอย่างดี ขยันง้อ ขยันโทรหา
ซื้อโทรศัพท์ให้ สอนเล่นไลน์ และเก็บภาพดอกไม้ “สวัสดีวัน…” เพื่อชิงส่งให้เขาก่อน
ตอนตื่นเช้า ขยัน บอกรัก และคิดถึง เมื่อกลับบ้าน ก็ยังกอด หอมแก้ม และนอนตัก
(แม้แม่จะรังเกียจพฤติกรรมนี้มากก็ตาม)อยู่เป็นประจำ และตอนเช้า แม่ก็ยังเรียก ลูกหมู
ให้ตื่นนอนมาทานข้าวด้วยกันเหมือนเดิม

ความน่ารักของแม่ ฉันเองก็เพิ่งมาตระหนัก ได้ตอนที่โตเกินวัยรุ่นมาแล้วล่ะค่ะ
ไม่ได้รักแม่มากๆแบบนี้ทุกวัน ตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ ผ่านช่วงเป็นเด็กดื้อมานานเหมือนกัน
และไม่ใช่เพราะฉันมีแม่ที่แสนดี แต่เพราะฉันเลือกจำ เรื่องดีๆของแม่ต่ะหาก
เมื่อฉันเป็นผู้ใหญ่ ฉันรู้ดี ว่าการต่อสู้ เพื่อปกป้องลูก ให้โตอย่างปลอดภัยในสังคม
มันลำบากมากแค่ไหน ทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด ทั้งท้อ และบั่นทอนกำลังใจมากมาย
แต่แม่ ไม่เคยขาด การให้กำลังใจลูกเลยแม้สักวัน

นึกย้อนไป ฉันรู้สึก
“ขอบคุณ”
ที่แม่ยังเหลือพื้นที่ใจ ที่แบ่งปันโลกสวยๆ ของแม่ ให้ลูกเข้าไปอยู่ได้
“ขอบคุณ”
ที่เลี้ยงดูฉันด้วยทัศนคติเชิงบวก มองโลกอย่างเข้าใจ และปลงได้เมื่อสูญเสียบางอย่างไป
“ขอบคุณ”
ที่ปกป้องฉันด้วยความไว้วางใจ ขยันเทศน์ สอน พร่ำบ่น จ้ำจี้จ้ำไชให้ฉันโตมาอย่างมีบรรทัดฐานทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นมารยาท นิสัย กาลเทศะ และความเคารพ

ขอบคุณของขวัญชิ้นนั้นที่ทำให้ความสุขไม่เคยหมดไป

เพื่อนๆล่ะคะ นึกถึงของขวัญชิ้นแรกของเราแล้วนึกถึงเรื่องอะไรบ้าง

รออ่าน และยิ้มไปพร้อมๆกันอยู่นะ 🙂

Comments

comments