ความโชคดีที่ยังมี”ลมหายใจ”

0
700

ครั้งหนึ่ง ตอนเราเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย   คุณครูที่โรงเรียนเรียกเราไปให้ไปช่วยแพ็คของ เพื่อเยี่ยมผู้ป่วย  ของที่เราใส่ลงไปในแพ็คเกจนั้น ไม่มีอะไรมากเลย ก็แค่ มาม่า ขนม นม2กล่อง ดอกกุหลาบ จะพิเศษหน่อยก็อยู่ที่การ์ดให้กำลังใจที่พวกเราช่วยกันเขียน

เราไม่รู้หรอกว่าของที่เรากำลังมุ่งมั่นปั่นใส่แพ็คเหล่านี้ มันจะไปให้ใคร อย่างไร ที่ไหน
ด้วยความเป็นเด็ก เรากับเพื่อนก็แพ็คไป เม๊ามอยไป จนเสร็จ

ตกบ่ายคุณครูก็เรียกขึ้นรถ รถบัสสีฟ้าของโรงเรียน ฝ่ากระแสรถติดใจกลางเมือง
มุ่งตรงไปสู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาล ของผู้ป่วยโรคเอดส์ ในจังหวัดนนทบุรี

ก่อนลงจากรถคุณครูบอกว่า วันนี้ครูจะพาพวกเรา ไปเยี่ยมผู้ป่วยโรคเอดส์ เราจะเอาของที่เราช่วยกันเตรียมมาไปมอบให้พวกเขา ให้พวกเรา ไปให้กำลังใจ ไปลองจับมือถือแขน ไปพูดคุยกับเขา แล้วกลับมาเล่าครูนะคะว่าพวกหนูได้อะไรจากการไปเยี่ยมพวกเขาครั้งนี้บ้าง

เอ้า ลงรถกันเลย!

สิ้นเสียงของคุณครู
ทิ้งความมึนงงของเราไว้ในหัว
คำว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ ทำให้เรา reloadข้อมูลพื้นฐาน เรื่องวิธีป้องกันและข้อควรระวังเต็มไปหมด ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า เอดส์ไม่ติดผ่านการสัมผัสที่ปราศจากบาดแผล แต่เราก็กลัวอยู่ดี

เอาวะ! มาขนาดนี้แล้ว ลงไปดูสักหน่อย

ได้ฟังพี่พยาบาลปฐมนิเทศนิดหน่อย พร้อมให้คำยืนยันว่า ผู้ป่วยที่กำลังจะพาไปเยี่ยมนี้ ไม่มีโรคผิวหนัง และเป็นเคสที่สามารถเข้าไปเยี่ยมได้ เราเลยโล่งใจขึ้นมานิดนึง จากนั้นพี่พยาบาลคนสวยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจูงมือเราแยกออกไป

สภาพห้องสีขาว แสงไฟหม่นๆ มีเตียงโดดเดี่ยวอ้างว้าง อยู่ริมหน้าต่าง
ทราบความมาว่า คุณลุงเป็นผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้าย

แต่สิ่งที่ทำให้เรา กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ คงเป็นสภาพ ร่างกายที่ผอมแห้งติดกระดูก ผิวดำ ดวงตาที่เบิกโพลง ราวกับจะถลนออกมา มีผ้าขนหนูสีขาวของโรงพยาบาลเพียงผืนเดียว ปกปิดร่างกายในส่วนที่เปิดเผยไม่ได้
พี่พยาบาลกุมมือเราไปจับมือของคุณลุงคนนั้น

แพ็คเกจของเยี่ยม สั่นไปหมด เหมือนดวงใจของเราที่กำลังสั่นระรัว
กับภาพข้างหน้าที่ไม่ต่างอะไรกับศพที่ยังมีลมหายใจรวยริน

น้ำตาของคุณลุงไหลลงทั้งสองแก้ม
มือที่กุมมือเราไว้บีบแน่นขึ้น
จากเสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นเป็นเสียงปล่อยโฮของผู้ชายคนหนึ่งที่คงอัดอั้นมานานแสนนาน

พี่พยาบาลจากเราไปแล้ว
ในห้องนั้น มีแค่คุณลุงกับหลานแปลกหน้าคนหนึ่ง ที่ทั้งกำมือและเช็ดน้ำตาไปด้วย

ลุงขอบใจหนูมากนะลูก
ลุงขอบใจหนูมากนะลูก
ลุงขอบใจหนูมากนะลูก

เสียงวนซ้ำๆเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง

หนูรู้ไหม? หนูดีกับลุงมากกว่าลูกเมียลุงเสียอีก
ตั้งแต่ลุงป่วยมา เขาไม่เคยมาเยี่ยมลุงเลยสักครั้ง
เขาทิ้งลุงกันไปหมดแล้ว
เขาทิ้งลุงกันไปหมดแล้ว

…….

” ลุงยังมีหนูอยู่นี่ไง ” เราตอบด้วยเสียงสะอื้น

หนูเห็นแล้วใช่ไหม จุดจบของคนชั่วๆมันเป็นยังไง
หนูเห็นแล้วใช่ไหม เวรกรรมมันมีจริง
หนูเห็นแล้วใช่ไหม ว่าลุงกำลังจะตาย เพราะลุงไปทำชั่วไว้

……

ลุงขออะไรสักอย่างกับหนูได้ไหมลูก

“ได้ค่ะ”

ขอให้หนู โตขึ้นมา เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่
ขอให้หนู เป็นคนดี ให้กับประเทศชาติ
อย่าทำผิดพลาดแบบลุง

ลุงขอได้ไหม

” ใ ช้ ชี วิ ต ที่ เ ห ลื อ แ ท น ลุ ง ด้ ว ย “

เรารับปาก กราบลา แล้วรีบเดินออกมา
ความรู้สึกข้างในใจของเราแน่นอกเต็มไปหมด
สับสน และช็อคกับสิ่งที่ได้พบเจอ
ระยะเวลาเพียงสั้นๆ มันมีความหมายเหลือเกิน

ระยะเวลา ของเรา ที่ไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยง กับคนแปลกหน้าที่กำลังจะจากโลกใบนี้ไป แต่คำขอร้องของเขาวนเวียนอยู่ในหัว และยังคงอยู่ในใจ   เป็นคำสัญญา ที่เรา ไม่กล้า ทำชั่ว หรือ ทำอะไรตามใจ

เพราะเรารู้ดีว่า นอกจากชีวิตของเราคนเดียวแล้ว เรายังคงแบกความหวัง จากคนๆหนึ่งไว้

ชีวิต หนึ่งชีวิต มันดูมีคุณค่าเหลือเกิน
ชีวิตหนึ่งชีวิต อย่าให้ใครมาพรากไป

แม้เสียใจ อยากตายสักแค่ไหน หันไปมองคนรอบข้าง ไปเลี้ยงเด็กกำพร้าดูสักวัน
ไปอ่านหนังสือที่โรงเรียนคนตาบอด ซื้อน้ำให้คนกวาดถนนที่กำลังทำงานหนัก หรือ ไปคุยกับหมาจรจัดบ้างก็ได้ เผื่อ จิตใจที่ห้าวหาญของพวกเขา จะถ่ายทอด ความทรหด เข้ามาสู่ใจเราได้

จง รัก ชีวิต ที่ยังมี ปัจจุบัน
เพราะ มันเป็น ความโชคดี ที่ยังมี “ลมหายใจ”

Comments

comments