คุณเชื่อมั่นในความดีแค่ไหน :::

0
431

เมื่อปลายปีที่แล้วช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม มีเหตุการณ์แรงๆ อย่างหนึ่งเข้ามากระทบจิตใจเรา เป็นเรื่องที่คนทั่วไปคิดว่าธรรมดานี่แหละแต่เหตุการณ์นั้นทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองมากมาย เช่น
1. ที่เราคิดว่าเราทำดีช่วยเหลือคนอื่น คนที่เราอยากช่วยเขาคิดจะหลุดพ้นจากจุดนั้นไหม
2. การแสดงความจริงใจกับคนที่โกหกตลอดเวลานี่เราโง่ใช่ไหม
3. ชีวิตเราทุกวันนี้เรา ‘ขาด’ ขนาดนั้นเลยเหรอถึงไปมีเพื่อนแบบนั้นได้
4. สิ่งที่เรารักสามารถทำร้ายเราได้มากขนาดนี้เลยเหรอ

เมื่อเกิดคำถามมากมาย แน่นอนว่าใจไม่สงบเลย หลายคืนฝันร้ายตื่นกลางดึก ตื่นแล้วหลับไม่ลงอีกเลย เหตุการณ์เหล่านั้นวนเวียนในสมอง ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังมีฝันร้ายตื่นกลางดึกทั้งที่ชีวิตตอนตื่นนอนสวยงามดี

เรายังเชื่อว่านี่คงเป็นแค่บททดสอบหนึ่งของชีวิต วันที่จิตตกมากๆ เราต้องไปงานเสวนางานหนึ่ง ก่อนไปงานก็อิดออดว่าไม่อยากไป อยู่บ้านดีกว่า แต่สมองบังคับใจให้ไปหาแรงบันดาลใจ พลางก็อธิษฐานขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้พบความศรัทธาในคุณงามความดีของโลกอีกสักครั้ง

อย่างน้อยในหัวใจจะได้ไม่แตกสลายจนเกินไป

ในงานเสวนานั้นเราได้แสดงความเห็นต่อผู้มาบรรยายแล้วก็แลกเปลี่ยนความรู้กัน จบแล้วก็เดินออกมากินข้าวกำลังจะกลับบ้าน
นั่งร้านอาหารตามสั่ง จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนที่นั่งข้างๆ เราในงานมาชวนคุย
ตอนแรกก็ไม่กล้าคุยด้วยเท่าไร คิดว่าอาจจะเป็นโรคจิต แต่ว่านึกๆ ไปมันเป็นงานเสวนาที่ต้องเสียค่าเข้าแพงอยู่ ก็เลยคุยด้วย

จากคุยตอนกินข้าวแค่สิบนาที ดันเผลอคุยยาวเป็นชั่วโมงๆ
เรื่องของเรื่องผู้ชายคนนี้เป็นหมอผ่าตัดจากอังกฤษแล้วมาทำงานอาสาสมัครในค่ายผู้ลี้ภัยที่ต่างจังหวัด พอวันหยุดก็มาหาแรงบันดาลใจในกรุงเทพฯ
เราก็เล่างานเราให้เขาฟังว่าเราทำหนังและสื่อแนวสิทธิมนุษยชน เราเข้าใจว่ามันเกิดอะไรตามชายแดน เขาก็เล่าว่าในค่ายที่เขาทำงานมีหมอแค่คนเดียว แล้วก็มีชนกลุ่มน้อยโดนยิงโดนลอบทำร้ายไม่เว้นแต่ละวัน
หมอที่มาทำงานอาสาก็ไม่ได้เงินหรอกนะ

นั่งฟังแล้วเออ… สิ่งที่เราทุกข์ในใจเราเป็นเรื่องกะโหลกกะลาของคนที่เกิดมาเป็นอภิสิทธิ์ชนที่มีเงิน มีงานทำ มีสัญชาติ มีบ้าน มีรถ
เราจะทุกข์อะไร เรามีหน้าที่ที่จะทำความดีกับคนอื่นไม่ใช่เหรอ

เราถามผู้ชายคนนี้ว่าเอาอะไรกินเมื่อไม่ได้เงินเดือน
ตกลงก็คือใช้เงินเก็บจากอังกฤษล้วนๆ แล้วเครื่องมือแพทย์ในค่ายก็ไม่พอ ถ้าคนไข้เป็นหนักก็ต้องส่งเข้าเมืองฟังดูลำบากลำบนบางทีหมอก็ต้องขับรถ

จริงๆ ไม่ได้เชื่อคนง่ายอะไร เราเลยถามว่าคุณทำงานองค์กรไหนแล้วเชคกับเพื่อนที่เป็นหมอบ้าง ประกอบกับข้อมูลที่รู้เองจากการทำงานให้เอ็นจีโอและการอยู่อังกฤษก็รู้ว่าเขาไม่ได้โกหกหรอก

โลกนี้มีเรื่องอนาถมากมายที่คนแบบเราๆ ไม่ควรจะทุกข์ด้วยซ้ำนะ
วันนี้เราบ่นกับตัวเองทำไมไม่มีรถใช้ แต่ก็โชคดีที่มีคนดีๆ มีน้ำใจมาส่งเกือบทุกวัน

พอสงกรานต์เรานึกถึงเพื่อนคนนี้ขึ้นมาเลยส่งข้อความชวนเที่ยว
เขาถามเราสั้นๆว่า “มีธุระอะไรไหม”
เราบอกว่า “เปล่า เห็นว่าปีใหม่แล้ว”

จริงๆ เราอยากจะขอบคุณเป็นการส่วนตัวที่ทำให้เราเชื่อมั่นในการทำดีกับคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน
ถ้าไม่มีการคุยกันวันนั้นเราอาจจะร้องไห้หนัก หรือเศร้าเป็นสัปดาห์ๆ ก็ได้
เราเลยส่งข้อความไปยาวมาก เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราว่ามันแย่นะที่เรารู้สึกและอยากขอบคุณก็เลยชวน
ความศรัทธาในการทำความดีที่เราได้รับมาในวันนั้นเหมือนเป็นพรจากสวรรค์เลย

เขาตอบมายาวพอกัน สรุปว่างี้
“ขอบคุณมากที่เปิดใจเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ผมขอโทษที่ไปเที่ยวสงกรานต์ด้วยไม่ได้นะครับ ที่นี่มีหมอคนเดียว ทุกคนมีวันหยุดแต่คนไข้ไม่เคยหยุดป่วย คนเลวๆ ไม่เคยหยุดทำสงคราม ไม่เคยมีใครหยุดหาผลประโยชน์จากชนกลุ่มน้อย ผมดีใจมากที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณ จริงๆ วันนั้นผมก็อยากได้แรงบันดาลใจในชีวิตเหมือนกัน ไว้เจอกันในวันที่ผมหมดภาระที่นี่ อาจจะอีกนานมาก ผมไม่รู้นะ สวัสดีปีใหม่ไทยครับ”

เราอ่านข้อความแล้วน้ำตาไหลอยู่หน้าโทรศัพท์

เรามีงานทำ เรามีเงินใช้ เรามีคนมากมายมาทำดีกับเราโดยไม่หวังผล
เรามีอาหารกินทุกมื้อ เราไม่ต้องวิ่งหลบกระสุนปืน เรามีสัญชาติ
เราไม่มีสิทธิ์บ่น เราไม่มีสิทธิ์จะอ้างว่าไม่มีเวลาทำดี

ความศรัทธาในความดีทำให้โลกนี้หมุนไปได้อย่างสวยงามนะ
หมั่นทำความดีกันเถอะ

Comments

comments

SHARE
Previous articleโลกที่ไปไว ใจที่ไปเร็ว
Next articleเด็กชาย เลโอ
Nat Dharmasaroja จบการศึกษาด้านการสร้างแบรนด์ มีประสบการณ์ด้านการผลิตสื่อเชิงสร้างสรรค์สังคม เขียนหนังสือและทำงานศิลปะเป็นงานอดิเรก มีผลงานบทกวีเล่มแรกคือ 'โปรดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา'