มิตรภาพนานาชาติ

0
443

          มิตรภาพ คำสั้นๆที่พาลให้เรานึกถึงสมุดเฟรนชิปที่เขียนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

         ล่าสุดที่ได้จับเฟรนชิปเป็นเล่ม ก็เมื่อห้าปีก่อนสมัยใกล้จบม.6 หลังจากย้ายรกรากมาเรียนอยู่ที่เกาะอังกฤษคำว่ามิตรภาพจึงเปลี่ยนความหมายไปเกือบหมด

         เมื่อก่อนคำว่ามิตรภาพของเราจำกัดความอยู่ในรั้วโรงเรียนเสียเป็นส่วนใหญ่ มีเพื่อน ครู ภารโรง ฯลฯ อย่างมากก็คนขายเสื้อแถวสยามหรือพนักงานร้านฮะจิบังที่กินประจำ ไม่น่าเชื่อว่าโลกของเด็กสาวอายุสิบแปดมันจะแคบถึงเพียงนี้ พอย้ายมาอยู่ลอนดอนคำว่ามิตรภาพนั้นจำเป็นต้องตีความให้กว้างออกไป กว้างออก และกว้างออกไปอีก! เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะนอกจากปัจจัยทางกายภาพสี่ประการแล้ว ปัจจัยทางสุขภาพจิตจึงบังคับให้เราต้องใจกว้างและมองโลกในแง่ดีไปโดยปริยาย มิฉะนั้นคงอยู่ไม่รอดเนื่องจากตะลุยเมืองใหญ่คนเดียว เริ่มที่ศูนย์จริงๆ

         เพื่อนกลุ่มแรกของเราได้มาจากหอพักมหา’ลัย เป็นก๊วนเด็กอังกฤษที่เรียกได้ว่า “แนว” ประเภทที่ว่าออกเที่ยวสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่าสามคืน เป็นการเที่ยวแบบเกี่ยวกับงาน นั่นคือคนหนึ่งในกลุ่มเธอเรียนถ่ายภาพแฟชั่น ไปเที่ยวที่ไหนยัยวาเนสซาก็สะพายกล้องไปด้วย อีกคนนายแกรฮ์ม เป็นนักดนตรีหนุ่มเลือดอังกฤษ ตัวสูงราวสองเมตร ชอบใส่เสื้อยืดสีขาวล้วนๆเสมือนเด็กอาร์ตบ้านเรา นายนี่มักได้ตั๋วฟรี หรือรู้จักนักดนตรีและมีอภิสิทธิ์อื่นๆในละแวกหอ สมาชิกขาจรก็มีไปๆมาๆ เราออกเที่ยวกับกลุ่มนี้อยู่ประมาณสองสามครั้ง บางครั้งก็มานั่งกินอาหารและกับแกล้มกันที่หอของนายแกรฮ์มซึ่งทำให้เราได้พบเพื่อนอีกสองคน คนหนึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น อีกคนเป็นชาวไต้หวัน

      พักหลังยัยวาเนสซาต้องกลับบ้านที่เคมบริดจ์บ่อยครั้งเพราะต้องช่วยแม่ผู้เป็นศิลปินจัดนิทรรศการ ส่วนนายแกรฮ์มก็นิยมดูดบุหรี่พี้กัญชาอยู่เนืองนิตย์ เราเองต้องเข้าเรียนโรงเรียนสอนภาษาจึงได้เพื่อนกลุ่มใหม่เป็นชาวญี่ปุ่นและเกาหลีซึ่งก็บ้าไม่ต่างกัน ทั้งยังขยันพาเราเดินชอปปิ้งและชมงานศิลป์ต่างๆจนเกิดพุทธิปัญญา ต่างกันก็เพียงแต่เขากินหรือเสพย์อะไรพอเห็นเราเป็นเด็กก็คอยเตือนว่าอย่ายุ่ง ไม่มีการยุยงเหมือนฝรั่งเด็กแนวกลุ่มแรก ศิริรวมคือเราอยู่ลอนดอนมาสองปีกว่าโดยไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และไม่เคยทดลองยาเสพย์ติด ขอบคุณพระเจ้า!

         ไม่นานต่อมาเราก็มีเพื่อนใหม่จากมหา’ลัย เป็นชาวสิงคโปร์และฮ่องกง กิจกรรมที่ทำก็เดิมๆ คือทำกับข้าว ดูงานแสดงศิลปะและเดินเตร็ดเตร่เที่ยวชมบรรยากาศ เรื่องน่าสังเกตคือในระยะแรกเราจะมองคนจากเชื้อชาติหรือสัญชาติ สักระยะสิ่งเหล่านี้กลับลดคุณค่าลง กลายเป็นว่าเรามองคนนี้อย่างไร เห็นภาพอะไรในตัวเขา โดยปราศจากกำแพงหรือคำนิยามเกี่ยวกับพื้นเพและรูปพรรณสัณฐาน

      เราเคยคิดว่าการมาอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เราพูดภาษาไม่ได้เท่าคนท้องถิ่น ไม่เข้าใจระบบการดำเนินการของสังคม และยังมีค่าครองชีพสูงกว่าประเทศเราประมาณห้าถึงหกเท่านั้นเป็นการลดระดับคุณภาพชีวิตรวมถึงระดับความเป็นมนุษย์ และเมื่อคำว่า “วัฒนธรรม” แทบไร้ความหมายเราเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์ที่มีสัญชาตญาณเป็นลมหายใจ

สภาวะการถูกปล่อยเกาะกลางเมืองใหญ่เช่นนี้สิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดไม่ใช่ความคิด แต่คือสัญชาตญาณล้วนๆ

       หลายคนชอบมาอยู่ต่างประเทศเพราะอิสรภาพ ทำอะไรไม่ต้องคิดว่าใครจะมองอย่างไร ไม่ต้องห่วงพ่อแม่รู้ เป็นการคิดแบบปัจเจกชนนิยมซึ่งมองในทางกลับกันก็คล้ายพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปที่ไม่ได้มีโครงสร้างทางสังคมซับซ้อน เราเองไม่ได้ต่างจากสัตว์ มิตรภาพสำหรับเราเป็นเรื่องน่ารักของสัญชาตญาณตามธรรมชาติ คล้ายๆกับที่แม่ลิงเลี้ยงดูลูกลิง แม่เสือเลียทำความสะอาดร่างกายลูก หรือแม้กระทั่งผีเสื้อบินดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ มิตรภาพเป็นส่วนประกอบของระบบนิเวศที่ดำเนินไปตามครรลองเพื่อให้มนุษย์อยู่รอด ผลพวงของสัญชาตญาณที่เรียกว่ามิตรภาพนี้ แปลงเป็นสมการได้ว่า

มิตรภาพ = ความจริงใจ + ความรู้สึกที่ดี + ความไม่แบ่งแยก

         หรือหากไม่คิดมากมิตรภาพก็คือรอยยิ้มและแววตาที่จริงใจเท่านั้น มิตรภาพไม่มีพิษมีภัยกับใครหรือหากผู้อ่านท่านใดคิดว่ามี นั่นก็เป็นเพราะท่านได้ไปเจอมิตรภาพของปลอมหรือที่เรียกว่า “เฟค” เข้าแล้ว


เขียนลงคอลัมน์ ” บางคนกินขนมปัง ” นิตยสารออนไลน์ อิ่มทิพย์ ฉบับแรก ปลายเดือนเมษายน
สงวนลิขสิทธิ์ 2009

Comments

comments

SHARE
Previous articleเจ-สาวไทยยุคใหม่ที่หนึ่งในญี่ปุ่น[3/3]
Next articleFacebook Live – ดารา – เน วัดดาว
Nat Dharmasaroja จบการศึกษาด้านการสร้างแบรนด์ มีประสบการณ์ด้านการผลิตสื่อเชิงสร้างสรรค์สังคม เขียนหนังสือและทำงานศิลปะเป็นงานอดิเรก มีผลงานบทกวีเล่มแรกคือ 'โปรดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา'