ยินดีกับผู้หญิง 2 คน : พิมพ์มาดา – เมย์ รัชนก

0
444

สองวันที่ผ่านมานี้ได้ยินข่าวดี 2 เรื่อง  เรื่องหนึ่งคือการหายป่วยจากมะเร็งรังไข่ของพิมพ์มาดา  และอีกหนึ่งคือ การได้แชมป์ของเมย์ รัชนก ที่เตรียมจ่อเป็นมือวางอันดับ 2 ของโลกในอีกไม่นาน  สองเรื่องนี้เหมือนจะคนละเรื่อง แต่มีแก่นของเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน

พิม-พิมพ์มาดา ต่อสู้กับ “มะเร็ง” อย่างไม่ทันตั้งตัวในวัย 35 ปี  ในขณะที่กำลังอยู่ช่วงขาขึ้น ชีวิตของพิมพ์ก็ต้องเปลี่ยนไป ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอใน a day BULLETIN แล้วยิ่งชื่นชมในความใจสู้
จากหญิงสาวสนุกสนานผู้ไม่ค่อยได้เจอะเจอความทุกข์ และสิ่งที่เคยทุกข์มากที่สุดในชีวิตคือ ‘การอกหัก’ กลับต้องมาทรมานกับการให้คีโมและจมกับความเจ็บป่วย  
“ครั้งแรกที่ให้คีโมมันบอกไม่ถูกเหมือนกับมีอะไรเข้าไปข้างในร้อนๆ วูบวาบๆ เป็นไข้ คือไม่โอเคเลยค่ะ หลายครั้งพอทำเสร็จแล้วจะบอกแม่ว่าไม่เอาแล้ว ไม่ทำแล้วได้ไหม ไม่อยากเจออาการแบบนี้..  เราต้องนอนโรงพยาบาลทุกครั้งหมอจะให้ยาเพื่อให้หลับ แต่มันเป็นการหลับที่ไม่สบายมากๆ ตื่นมาก็รู้สึกไม่สบายตลอดเวลา ให้ครั้งแรกและครั้งที่สองอาการหนักมาก กลับมาบ้านก็พะอืดพะอม หงุดหงิด เหมือนจะอาเจียนตลอดเวลา คันยิบๆ ทรมานมาก อาการมันจะอยู่กับเรา ประมาณ 1 อาทิตย์เต็มๆ”
นอกจากอาการเจ็บทางกาย   ความอายจากการไม่มีผมเป็นสิ่งที่เธอต้องต่อสู้เช่นกัน เพราะดาราเป็นอาชีพที่ต้องใช้หน้าตาเสื้อผ้าทรงผม ทั้งจะยอมรับว่าตัวเองสวยน้อยลงคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่มีปกติ ‘สวย’
“มันเป็นเรื่องที่เรากลัวอยู่แล้วตั้งแต่แรก ด้วยความที่เป็นผู้หญิง แถมทำอาชีพที่ต้องรักสวยรักงามตลอดเวลา ไปไหนก็ต้องโปรยยิ้ม…. ตอนนั้นกังวลมากถ้าผมร่วงแล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปในสังคมยังไง… พอเกิดขึ้นจริงๆ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หล่นแล้วหล่นอีก เรายังจำช่วงเวลานั้นได้ขึ้นใจ… ถ้าเราหยิบผมออกมาทั้งหัวมันก็ออกมาหมดเลย เพราะเซลล์ตายแล้ว เนื่องจากคีโมเข้าไปทำลาย”
แต่ถึงกระนั้น พิมก็ขยันสอนตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะต้องใช้ชีวิตต่อไป ต้องสร้างพลังบวกให้ตัวเอง และอย่าปล่อยพลังงานลบไปสู่คนรอบข้าง เธอกลายเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น และ ได้นิสัยหนึ่งติดตัวไปนั่นคือความใจสู้ โดยเริ่มจากการยอมรับในสิ่งที่เป็น
“สำหรับเรามันคือการกล้ายอมรับในสิ่งที่เป็น เรากล้ายอมรับกับตัวเองในสิ่งที่กลัวที่สุดซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ และต้องขอบคุณตัวเองที่ทำให้สามารถก้าวผ่านความอาย ก้าวผ่านการแคร์สายตาคนอื่นที่มองว่าเราจะเป็นยังไง พอกล้ายอมรับตัวเองแล้ว ต้องกล้าที่จะขอบคุณตัวเองด้วย และต้องรู้จักปล่อยวาง พร้อมบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร นี่คือตัวเราเอง ใครจะชอบหรือใครจะรู้สึกอะไรไม่ต้องไปสนใจ วันนี้แค่ตัวเราเก่งขึ้นมาอีกระดับและแข็งแรงพอที่จะออกมาให้กำลังใจคนอื่นบ้างก็พอแล้ว”
ในวันนี้วันที่พิมพ์หายป่วยแล้ว แต่บทสัมภาษณ์ประโยคสุดท้าย (ขณะที่ยังป่วย) ยังคงมีคุณค่า และน่าจดจำ
*************
เมย์ รัชนก  ล่าสุดคว้าแชมป์ในศึกแบดมินตันซุปเปอร์ซีรีส์พรีเมียร์ “เซลคอม เอเชียต้า มาเลเซีย โอเพ่น”  และเตรียมก้าวเข้าสู่มือวางอันดับ2 ของโลกในการจัดอันดับสัปดาห์หน้า
ความใจสู้ของเมย์ เริ่มตั้งแต่อายุ 6 ขวบ  ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ มีหน้าที่หลักคือเรียนหนังสือ แต่เมย์ต้องฝึกซ้อมตีลูกขนไก่ตั้งแต่ตี 5 ถึง 7โมงครึ่ง  และซ้อมอีกครั้งในช่วง 5 โมงเย็น ถึง 1 ทุ่มเป็นเช่นนี้ทุกวันจนถึงอายุ13 ปี  จากนั้นตารางซ้อมก็เปลี่ยน แต่โดยรวมคือใช้เวลาวันละ 6 ชั่วโมง
“เคยรู้สึกว่าไม่อยากไปซ้อมเหมือนกัน เวลาหนูเห็นเด็กคนอื่นๆ ไปวิ่งเล่นกัน ด้วยความที่เป็นเด็กมันก็ต้องมีบ้างที่เราอยากจะไปเล่นสนุกแบบเด็กๆ คนอื่น แต่การฝึกซ้อมค่อนข้างเข้มงวด ตารางแน่นตลอด จะโดดซ้อมก็ไม่ได้ ก็เลยต้องซ้อมทุกวัน แต่ความคิดที่อยากเลิกเล่นไปเลยนั้น ไม่เคยมี”
กว่าจะเป็นเมย์-รัชนกในวันนี้ เธอต้องผ่านความท้อมาไม่น้อย หลายครั้งที่เหนื่อยจนต้องร้องไห้  หลายครั้งที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกในใจตัวเอง  ความท้อของเธอไม่ได้มาจากการอดใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างคนอื่นๆ แต่เป็นความท้ออันมาจากฝีมือที่ยังไปไม่ถึงฝัน
“เหนื่อย…บางครั้งหายใจไปน้ำตาไหล  แต่ต้องสู้ต่อไปถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จถึงจุดที่ใฝ่ฝัน” 
หากเราลองสวมหัวใจเป็น ‘เด็กหญิงรัชนก’ วัย 6 ขวบ
เราจะต่อสู้กับความงอแงของตัวเองได้มากแค่ไหน
เราจะอดทนกับการไม่หนีไปดูการ์ตูนหรือเที่ยวเล่นได้นานเท่าไหร่
เราจะทนทานต่อการซ้อมอันหนักหน่วงได้มากเพียงใด
เมย์พูดมาหลายปีแล้วว่าความฝันของเธอคือการคว้าเหรียญทองโอลิมปิค   ความมุ่งมั่นของอดีตเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งใครได้ยินคงให้ค่าเพียงฝันกลางวัน แต่ ณ วันนี้กำลังจะกลายเป็นความฝันร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ
 
************
คนหนึ่ง…ลุกขึ้นมาสู้ เพราะโรคร้าย
คนหนึ่ง…ลุกขึ้นมาสู้ เพราะความฝัน
 
คนหนึ่ง…ใจต้องสู้เพราะต้องการจะต่ออายุลมหายใจให้ยาวขึ้น
คนหนึ่ง…ใจต้องสู้เพราะปรารถนาลดระยะทางระหว่างความฝันกับความจริงให้สั้นลง
 
คนเรา… ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเช่นไร ต้องอาศัยความ “ใจสู้” ในการฝ่าฟันอุปสรรคทั้งนั้น 
คนเรา… ไม่ว่าจะเหนื่อย จะทุกข์แค่ไหน ต้องกัดฟันกัดเหงือกต่อไปจนกว่าจะถึงเป้าหมาย  จนกว่าจะได้เจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

ยินดีกับผู้หญิงทั้งสอง ชีวิตการต่อสู้ของพวกเธอทำให้โลกงดงาม

ขอบคุณ

เรื่องราวจาก a day BULLETIN  ใน Facebook  : ZAZA

Comments

comments

SHARE
Previous articleจุดเริ่มต้นของความรัก
Next articleกว่าจะเป็น…ผู้ใหญ่
ผู้ออกแบบหลักสูตรและวิทยากรประจำองค์กร Peace Gen พัฒนาคนรุ่นใหม่ให้รับผิดชอบตนเองและสังคม ผ่าน Mind-Me-World รักการทำกิจกรรมสังคมมาตั้งแต่มัธยมปลายจนบัดนี้อายุเข้าเลข 3 แล้ว ก็ยังจะทำต่อไป เพื่อขอเป็นส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้สังคมดีขึ้น