ช่วงที่ผ่านมาเราสะดุดตากับภาพแชร์ว่อนเน็ต หญิงสาวใส่ชุดไทยถือใบปริญญา และก้มลงกราบเท้าชายหญิงคู่หนึ่งในมหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น เธอมีดีกรีที่ 1 คณะ โดยเริ่มต้นจากการพูดภาษาญี่ปุ่นได้เพียงประโยคเดียว PeaceGen TV จึงได้ skype ติดต่อสัมภาษณ์ “เจ พัทธจิต ตั้งสินมั่นคง”

         บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกเหมือนกัน คนทั่วไปในสังคมมองเจอาจจะรู้สึกว่า  ผู้หญิงคนนี้โลกสวยจังเนอะ คงมีคนคิดแบบนี้จำนวนไม่น้อย

– เจ พัทธจิต –

          เจคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทองคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งยังเป็นอดีตผู้อัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ทันทีที่เรียนจบ เธอก็บินลัดฟ้าพร้อมตำแหน่งเลขานุการเอกอัคราชฑูตไทย ประจำกรุงปักกิ่ง ซึ่งถือว่าอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนภาพที่เราเห็นเธอใส่ชุดไทยรับปริญญา คือ การเป็นมหาบัณฑิตอันดับ 1 ของไทยคนแรก ในมหาวิทยาลัยวาซาดะ และขณะนี้กำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

  “โลกสวย” คือนิยามที่เธอให้ตัวเอง และเพราะความโลกสวยนี่แหละจึงทำให้เธอมีวันนี้ PeaceGen TV ขอนำเรื่องราวของเธอมาฉายให้ฟัง

 

PeaceGenTV : เจมีความฝันอย่างไรบ้างคะ

       เมื่อก่อนฝันอยากเข้า UN(องค์กรสหประชาชาติ)แต่พอตอนนี้ได้ไปทำงานหลายๆ ที่ ก็รู้สึกว่าไม่ต้อง UN ก็ได้เป็นพวกองค์กร ไม่ก็มูลนิธิ Foundation อะไรก็ได้ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง จีน-ไทย-ญี่ปุ่นอยากจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองสามประเทศนี้ดีขึ้นเจเชื่อว่าไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนเราก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ยังไงเจก็อยากจะอุทิศตนเพื่อประเทศอยู่ดี

PeaceGenTV : แล้วอะไรเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เจอยากอุทิศตนเพื่อประเทศไทย

ตั้งแต่เด็กๆ แม่จะพาไปบ้านเด็กตาบอดและคุณพ่อก็เปิดบริษัทเคมีเกษตรลูกค้าหลักๆ คือชาวเขา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นภาพแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ว่าแม้เราจะมีกินก็ตาม แต่ในสังคมยังมีคนที่มีไม่พออยู่เป็นจำนวนมาก อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

*(ระหว่างที่สัมภาษณ์เจอยู่ เราอดที่จะสงสัยไม่ได้จริงๆกับตัวอักษรที่อยู่บนผนังบ้าน)

ทีมงาน PeaceGen TV สัมภาษณ์ทาง Skype กับเจ
PeaceGen TV :ตัวอักษรมากมายที่อยู่ด้านหลังคืออะไร นอกจากความสวยงามแล้วยังมีเหตุผลอื่นอีกหรือเปล่า

เป็นสติ๊กเกอร์เอามาติดห้องค่ะเหมือนเป็นการสร้างพลังงานบวกให้กับตัวเอง

PeaceGen TV : คำเหล่านี้ได้สร้างพลังบวกต่อชีวิตของเรายังไง ถึงขนาดต้องเอามาติดเอาไว้แบบนี้

       จริงๆ มีหลายคำเลยนะคะ อย่างคำว่า Positivity คนรอบข้างเจชอบพูดบ่อยๆ ว่าเวลาคุยด้วยแล้วรู้สึกได้รับพลังงานบวกมา เจจะพยายามสร้างพลังงานบวกให้ตัวเองอยู่เสมอ ก็คือ การคิดบวก ไม่ว่าเจอปัญหา ร้องไห้ หรืออะไรก็ตาม จะให้เวลาตัวเองวันนึง วันต่อมาต้องลุกให้ได้จะไม่ทำให้ตัวเองจมลงไป ต้องคิดให้ได้ว่า สุดท้ายทุกอย่างต้องผ่านไป สุดท้ายชีวิตต้องเดินต่อแล้วก็กลับมามีพลังงานบวกเหมือนเดิมดีกว่าอีกคำหนึ่ง

ก็น่าจะเป็นคำว่า Grateful คือ ทุกวันนี้รู้สึกขอบคุณทุกอย่างรอบตัว เรามีทุกวันนี้ได้เพราะพ่อแม่ อาจารย์ เพื่อนรอบตัวจริงๆ เราแค่เอามาผสมกัน แล้วมันก็เป็นตัวเราขึ้นมา ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง แต่คิดว่าตัวเองโชคดีที่มีครอบครัวดีๆ มีสังคมดีๆ ที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ได้ แล้วก็ชอบที่จะบอกคนรอบข้าง ชอบที่จะแสดงให้คนรอบข้างเห็นว่า เรารู้สึกขอบคุณพวกเขาแค่ไหน เจคิดว่านี่เป็นการส่งต่อพลังงานบวกทางหนึ่งด้วยเหมือนกัน

PeaceGen TV : คนไทยบางคนอาจคิดว่า การแสดงความขอบคุณเยอะๆ ดูไม่จริงใจ เจคิดว่าไงคะ

       สำหรับตัวเอง เจไม่ได้มีโอกาสอยู่กับที่บ้านบ่อยๆแทบทุกครั้งที่กลับบ้าน ก่อนจะแยกกับพ่อแม่เจก็จะกราบเท้าพ่อแม่ ขอขมาท่านแทบทุกปีอย่างวันเกิดพ่อแม่ วันรับปริญญาตัวเอง หรือวันรับปริญญาน้อง เจก็จะนำน้องกราบขอขมาแล้วก็ขอบคุณ กับอาจารย์ก็ทำเหมือนกัน บอกว่าเรารู้สึกขอบคุณมากแค่ไหน เจคิดว่าชีวิตคนเรามันสั้นและสิ่งเหล่านี้ก็สามารถเป็นพลังงานให้กับคนรอบข้างให้กับคนที่เรารู้สึกขอบคุณได้

     ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้วไม่ได้แสดงความรู้สึกเหล่านี้ออกไป คงเป็นอะไรที่น่าเสียดาย อย่างพ่อแม่ ถ้ารู้ว่าเรารู้สึกขอบคุณเขาแค่ไหนที่ทำให้เรามีวันนี้ มันเป็นสิ่งที่เขาก็คงอยากฟังเราคิดอย่างนี้จริงๆ ก็ควรพูดออกไป ไม่ได้ตั้งใจจะพูดเพื่อให้พ่อแม่ดีใจ แต่รู้ว่าเป็นอะไรที่เขาจะต้องภูมิใจแล้วก็เอาพลังงานบวกแบบนี้ไปต่อยอดสร้างอะไรดีๆให้กับคนอื่นได้อีก รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ควรจะแสดงออกไป

PeaceGen TV : การกราบพ่อแม่ เจได้ต้นแบบมาจากไหนคะทำไมถึงรู้สึกว่าควรทำเป็นประจำทุกปี

      คือตอนแรกอาย ตอนแรกอายมาก กราบท่านครั้งแรกก่อนที่จะไปปักกิ่ง ตอนนั้นเรียกพ่อกับแม่มาเลยให้ท่านนั่งแล้วก็กราบขอขมา แล้วหลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จริงๆ รูปตอนรับปริญญาก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปของสายป่านที่เป็นดาราเขากราบพ่อแม่วันรับปริญญา เราเห็นช็อตนั้นแล้วประทับใจมาก เลยตั้งใจว่า วันที่เรารับปริญญาที่ญี่ปุ่นก็จะทำด้วยเหมือนกัน เพราะตอนแรกๆ เจเริ่มต้นจากไม่มีความรู้ใดๆ ก่อนมาญี่ปุ่นเลย ไม่ว่าจะด้านภาษาหรือรัฐศาสตร์ ก็เลยตั้งใจว่าวันที่เราจบปริญญาได้มันคงที่สุดแล้ว              เจมีภาพฝันก่อนเข้าป.โทว่า วันที่จบจะต้องใส่ชุดไทย แล้วก็กราบพ่อแม่และอาจารย์เป็น 2 ช็อตที่อยากได้มาตั้งแต่ก่อนเข้าป.โทเจอยากให้คนอื่นเห็นแล้วรู้ว่า คนไทยก็ทำได้นะคือทุกปีที่ผ่านมามีแต่คนญี่ปุ่นกับคนจีนที่ได้ที่หนึ่งเจเป็นคนไทยคนเดียวในคณะด้วย ก็เลยอยากให้เรื่องราวของเจเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คนไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่รู้ ที่เขียนคันจิเท่านั้นที่จะต้องได้คะแนนดี

     เรื่องของเจยังไม่จบเพียงเท่านี้ PeaceGen TV เจาะลึกวิธีการเรียนต่างประเทศของเธอ ภาษาใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรือไม่   เด็กเนิร์ดเท่านั้นจึงจะเป็นที่ 1 คณะใช่ไหม โปรดติดตามต่อวันพรุ่งนี้


◊◊◊

Comments

comments