เจ-สาวไทยยุคใหม่ที่หนึ่งในญี่ปุ่น[2/3]

0
1604

 

เจ-พัทธจิต  หญิงสาวโลกสวยงามกับการเดินตามความฝัน หลังจากตอนที่แล้วเราได้เรียนรู้โลกสวยๆของเธอ  วันนี้ PeaceGen TV จะมาเจาะลึกกันต่อว่า การเรียนที่ญี่ปุ่นนั้นเป็นเช่นไร ภาษาสำคัญที่สุดใช่หรือไม่  ไปติดตามกันเลยค่ะ

PeaceGen TV : คณะที่เจเรียนเกี่ยวกับอะไรคะ

คณะที่เรียน Graduate School of Social Sciences (สังคมศาสตร์) แต่ว่ามีหลายสาขา มีตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่องกฎหมาย หรือกฎหมายแพทย์ คือมันกว้างมาก  แต่ว่าที่เจเรียนจะโฟกัสและเน้นไปตรงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วก็ Chinese Study

PeaceGen TV : เจเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษคะ 

ภาษาญี่ปุ่นค่ะ จริงที่นี่ๆ มีทั้งหลักสูตรอินเตอร์ แล้วก็หลักสูตรญี่ปุ่น แต่เจรู้สึกว่า ไหนๆก็อุตส่าห์มาอยู่ญี่ปุ่นแล้ว มาใช้ชีวิตที่นี่แล้ว ถ้าเรียนภาษาอังกฤษรู้สึกว่าเสียดายโอกาส  เชื่อว่าถ้าเข้าเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ เราก็จะไปเน้นกับทักษะภาษาอังกฤษใช่ไหมคะ  ภาษาญี่ปุ่นก็เหมือนโดนทิ้งไป เลยรู้สึกว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นดีกว่า แล้วในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งอังกฤษ โดยลงเรียนภาษาอังกฤษไปด้วย

jay2-2
เจ-พัทธจิต ขณะเป็นผู้แทนอันเชิญพระเกี้ยว งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์
PeaceGen TV : เจเคยโพสต์ในเฟสบุ๊คว่าไปเรียนญี่ปุ่นเริ่มต้นจากพูดได้แค่ประโยคเดียว แต่ในที่สุดก็เรียนจนได้ที่ 1 คณะ    อยากทราบว่าเจมีวิธีการเรียนอย่างไรคะ

มาถึงปุ๊บเรียนหนักมากค่ะ เทอมแรกแทบจะลงประมาณ 10 กว่าตัว  คนอื่นเขาเรียนภาษาญี่ปุ่นกัน 2-3 ตัว เจลงไป 14 ตัว คือเรียนตั้งแต่ 9 โมงยัน 6 โมงเย็น มีวิชาไหนลงได้ก็ลงไปก่อน คือ เบสิค มันสำคัญ แล้วก็มี มิฮงโก ซัพพอร์ท เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นที่ๆให้คนต่างชาติไปคุยภาษาญี่ปุ่นกับคนญี่ปุ่น เจก็ไป  นอกจากนี้มี Language partner เจก็พยายามเอาตัวเองไปอยู่กับคนญี่ปุ่นมากๆ ในเทอมแรก

จากที่ฟังอะไรไม่ออกเลยค่ะ มาวันแรกแบลงค์ไม่รู้เรื่อง สั่งอาหารก็สั่งไม่ได้  มันค่อยๆ ซึมซับ ค่อยๆ ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ ที่สำคัญ คือ เจจะมีสมุดจดศัพท์ หน้าตาแบบนี้ค่ะ เจอศัพท์อะไรก็จดลงไป อันนี้ใช้เป็นเล่มที่ 5 แล้วค่ะ 

จดคันจิด้วย ศัพท์ด้วย หลายๆ อย่าง  อะไรก็ตามที่เจอในชีวิตประจำวันก็จะจดลงไป หรืออย่างเข้าฟังในห้องแล้วไม่รู้ศัพท์ก็จด  จดคันจิตรงนี้ แล้วก็จดคำอ่านข้างๆ อีกด้านหนึ่งก็เป็นความหมาย

ตั้งใจว่าจดไว้ แล้วช่วงขึ้นรถไฟก็จะมาอ่าน แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้อ่าน  แต่ว่ามันเหมือนการที่เราได้เขียนลงไปหนึ่งครั้ง มันทำให้เราจำได้มากขึ้นไปแล้ว เคยอ่านที่เขาแชร์ๆ กันมา ว่าเวลาเราแค่อ่านอย่างเดียว เราจะจำได้แค่ 5% แต่ถ้าเราเขียนไปครั้งหนึ่ง เปอร์เซ็นต์ในการจำคำๆนั้นได้ มันจะเพิ่มขึ้นมา อาจจะ 30%  เขียนไปสัก 2-3 ครั้ง ศัพท์คำนั้นมันก็จะไปอยู่ในสมองของเรา ก็ใช้วิธีอย่างนี้มาเรื่อยๆ

อันนี้คือวิธีของปีแรกแต่ก็ทำมาเรื่อยๆ แล้วก็ลงเรียนด้วย การเอาตัวเองไปอยู่กับคนญี่ปุ่น พยายามจะเรียนเองก็สำคัญเหมือนกัน เพราะถ้าอยู่ญี่ปุ่น แต่อยู่แค่สังคมคนไทย คิดว่าก็คงไม่ได้อะไรเยอะขนาดนี้

 

PeaceGen TV : สิ่งที่สำคัญในการเรียนที่ญี่ปุ่นคืออะไรคะ

ที่สำคัญมากๆ ในการเรียนภาษา คือ ทัศนคติ อย่าแอนตี้ความเป็นญี่ปุ่นหรืออะไรก็ตาม ไม่งั้นมันจะเรียนแบบไม่สนุก ส่วนใหญ่เพื่อนคนไทยที่มาอยู่ญี่ปุ่น จะไม่ค่อยชอบญี่ปุ่น พออยู่นานๆ ไปจะไม่ชอบ จะแอนตี้ เพราะเหมือนสังคมมันคงเครียด แล้วก็สังคมเขาไม่ได้เปิดรับความหลากหลายเท่าบ้านเรา คือคนเขาก็อาจจะติดกับความเป็นบ้านเรา แล้วก็รู้สึกอึดอัดจัง รู้สึกสังคมนี้เครียด เกิดเป็นความไม่ชอบญี่ปุ่น ไม่ชอบคนญี่ปุ่น

เจก็จะพยายามไม่ให้ความคิดนี้เกิดขึ้น มันก็มีบ้างที่ความคิดมันแวบขึ้นมา แต่ก็ ไม่เป็นไรช่างมัน ทุกสังคมมันก็มีคนที่ดีและคนที่ไม่ดีปะปนกันไป เพราะฉะนั้นอย่าให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดเป็นพลังงานลบต่อเรา พยายามเลือกที่จะไม่ให้ความสำคัญกับอะไรพวกนี้ แล้วก็มองแต่ด้านดีของมันซะ  เพราะทุกสังคมมีทั้งบวกและทั้งลบนะคะ มันอยู่ที่เรา ว่าเราเลือกอะไรมาสู่ตัวเรา

ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วก็ความขยัน ต้องมีวินัยต่อตัวเอง อันนี้สำคัญมาก อย่างตัวเจจะมีเป้าหมายของตัวเองเขียนติดไว้หน้าโต๊ะ ว่าในหนึ่งปี จะ Achieve อะไรบ้าง  คือจะเขียนไว้ 1 2 3 4 5 คืออะไร แล้วก็แปะไว้หน้าโต๊ะ  มันทำให้เป็นจริงได้ง่ายนะคะ พอเรามีเป้าหมายที่มันชัดเจนแปะอยู่หน้าโต๊ะแบบนี้ มันเหมือนสิ่งเหล่านี้เป็นอนาคตที่เราจะเดินไป มันจะไม่ใช่ภาพความฝันอีกต่อไป  อันนี้ก็อาจจะเป็นเหตุผลของ Law of attraction ก็ได้

 

PeaceGen TV : Law of Attraction มีผลอะไรต่อชีวิตเจบ้างคะ

จริงๆ law of attraction มันไม่ใช่เวทย์มนต์ ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้นเลยเนอะ พอเรามีภาพในตอนที่เราประสบความสำเร็จไว้แล้วอยู่ในหัว ภาพนั้นก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป มันจะกลายเป็นแค่อนาคต ที่เราจะต้องก้าวทีละก้าว เข้าไปสู่จุดนั้น  พอมันมี mentality อันนี้แล้วเนี่ย มันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น  เรามีแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรมากขึ้น ทำตามแผนที่เราวางไว้

PeaceGen TV : การเรียนต่างประเทศ สำคัญที่สุดคือเรื่องภาษาใช่หรือไม่คะ

ไม่ใช่ค่ะ อาจจะไม่แค่เรื่องการเรียนก็ได้ เจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เจมาถึงตรงนี้ได้ก็คือ ต้องรู้จักการใช้จุดแข็งของตัวเอง มาเอาชนะจุดด้อยของตัวเองค่ะ

เจรู้มาตลอดว่า จุดด้อยของตัวเองคือภาษาญี่ปุ่น จนถึงตอนนี้ก็ยังใช่อยู่ เพราะว่าเรียนมาแค่ 4 ปีเองนะคะ ก่อนเข้าป.โท เรียนมาแค่ 2 ปี มันเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เน้นเพื่อเอามาเขียน Thesis เพราะฉะนั้นภาษาญี่ปุ่นทั่วๆ ไป เราจะยังขาดอยู่มาก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็น

แต่สิ่งที่เป็นจุดแข็งของเจก็คือ ความขยัน เจเป็นคนที่จะขยันไปหาพวกโอกาสต่างๆ อย่างเช่น ที่คณะมีติวเตอร์ คือเราสามารถมีติวเตอร์มาแก้ภาษาญี่ปุ่นได้  เราสามารถมี language partner เพื่อที่จะมาอัพภาษาของเราได้ แล้วก็มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่ทำให้เราสามารถเอาชนะจุดด้อยของเราตรงนี้ได้

ถ้ารู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร จุดอ่อนของตัวเองคืออะไร แล้วเอาจุดแข็งตรงนี้มากลบจุดด้อยของเราได้ มันก็จะไม่มีปัญหา ถ้าบอกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดคือ ภาษาญี่ปุ่น คิดว่าไม่ใช่ค่ะ

เจว่าสิ่งที่เป็นปัญหาที่สุด อาจจะเป็นทัศนคติ เจว่าจริงๆ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับทัศคติจริงๆ ยิ่งอยู่นานๆ ยิ่งเชื่อแบบนี้ สมมติเราเชื่อว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้ ถ้าเชื่อว่ามันยาก มันก็จะยาก เราเชื่อว่าโลกเป็นสีดำ ก็เป็นสีดำ เราเชื่อว่าโลกมันสวย มันก็จะสวย เชื่ออย่างนี้จริงๆ

pj2-3

PeaceGen TV : ถ้ามีให้เลือก ระหว่าง ‘ความรู้  ความสามารถ  นิสัย’  เจให้ความสำคัญอะไรมากที่สุดคะ

ถ้ามีคนมาถามว่าในการเป็นคนคนหนึ่ง อะไรสำคัญที่สุด เจคิดว่านิสัยค่ะ นิสัยจะนำมาซึ่งความรู้และความสามารถ ถ้าเรามีนิสัยเป็นคนมุ่งมั่นพยายาม แล้วก็รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร รู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง เราอยากได้ความรู้มันจะมาเอง เราอยากได้ความสามารถมันจะมาเองค่ะ

อย่างความสามารถ มันจะอยู่กับคนที่ไม่กลัวอะไร แล้วก็กล้าที่จะลอง กล้าที่จะท้าทาย คือคนที่กล้าทำอะไรมากๆ ความสามารถก็จะมีหลายๆ ด้าน เจเชื่อแบบนี้ สุดท้ายมันก็อยู่กับว่า คุณเป็นคนแบบไหน คุณมีนิสัยแบบไหน

 

เรื่องของเจยังไม่จบเพียงเท่านี้   พรุ่งนี้ PeaceGen TV จะนำเสนอมุมมองของหญิงสาวคนนี้ต่อการพัฒนาคนไทย โดยอิงจากโลกที่เธอเคยผ่านมา ทั้งไทย จีน อเมริกา ญี่ปุ่น อย่าลืมติดตามกันต่อนะคะ


◊◊◊

Comments

comments