เจ-สาวไทยยุคใหม่ที่หนึ่งในญี่ปุ่น[3/3]

0
1056

วัยรุ่นโปรไฟล์ดีๆ ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะโฟกัสกับความเจริญก้าวหน้าของชีวิตตนเอง แต่ก็ยังมีวัยรุ่นบางคนที่แม้จะได้เติบใหญ่ในเวทีโลก แต่เธอก็ไม่ได้ทำให้ความฝันในการช่วยเหลือสังคมของเธอลดลงเลยเราได้รู้จัก เจ-พัทธจิต สาวใส่ชุดไทยรับปริญญา กราบเท้าพ่อแม่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของญี่ปุ่น ไปแล้ว 2 ตอน คือ ด้านความโลกสวยเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิต และด้านการเรียนในญี่ปุ่น สำหรับตอนที่ 3 นี้เรามาดูมุมมองของเจกับแก้ปัญหาสังคมกันต่อเลยค่ะ

PeaceGenTV : ก่อนมาเรียนที่ญี่ปุ่น เจเคยมีประสบการณ์ไปต่างประเทศ นอกเหนือจากการทำงานสถานทูตไทย ที่ประเทศจีนไหม

เคยไป Work and Travel ครั้งนึงค่ะ ตอนนั้นไปเป็นแคชเชียร์ แล้วก็ไปทำร้านอาหารจีนด้วยแต่ว่าทำไม่นาน แล้วก็ไปเที่ยว Backpack ที่อเมริกากับคุณแม่ค่ะ ไปทั้งหมด 6 รัฐ ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์

PeaceGenTV : เจคิดว่าจุดเด่นของแต่ละประเทศที่เราเคยไปเห็น แล้วคิดว่า “เจ๋ง” คืออะไร

  • อเมริกา เจชอบในความอิสระ รู้สึกว่าเราทำอะไรก็ได้ สังคมอเมริกาไม่ค่อยมาตัดสินคนอื่น คุณอยากเป็นอะไรก็เป็นไป อย่าสร้างความเดือดร้อนให้สังคมก็พอ
  • จีน ที่เห็นชัดเจนเลย คือ ความขยัน ความอึด ต้องเอาตัวรอดให้ได้ คุณจะอยู่ในสังคมจีนได้ คุณต้องแกร่งในระดับหนึ่ง ต้องแกร่งมาก
  • ญี่ปุ่น คงเป็นความมีระบียบวินัย เขาดังเรื่องนี้ค่ะ แล้วที่มากกว่าก็คือ ความนึกคิดของคนญี่ปุ่น เขาจะให้ความสำคัญกับการที่เราจะต้องไม่เป็นภาระ ต้องไม่สร้างความลำบากให้คนอื่น เหมือนสิ่งนี้มันอยู่ในจิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่นเลยค่ะ คิดว่าความมีวินัย ความตรงต่อเวลา ก็ออกมาจากแก่นนี้ คือ ต้องไม่ทำตัวให้คนอื่นเดือดร้อน รู้สึกว่าอยู่ญี่ปุ่นแล้วชอบนะ ได้ซึมซับอะไรแบบนี้เข้ามา มันทำให้เรามีความเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์มากขึ้น
  • ไทย เป็นทุกอย่างอยู่แล้ว สังคมไทย มีการให้อภัย เคารพในความหลากหลาย ยอมรับได้ทุกเรื่อง เราเป็นเหมือนแม่น้ำรับได้หมดทุกอย่างค่ะ

PeaceGenTV : หากเจเป็นรัฐมนตรีสักคน คิดว่าจะนำอะไรที่เห็นจากต่างประเทศ มาพัฒนาทำให้คนไทยในยุคต่อไปดีขึ้น

12733494_10153294900462703_1731661047242804190_nอย่างแรกคงเป็นความมีระเบียบวินัย ทุกคนน่าจะคิดคล้ายๆ กัน เพราะคนไทยแทบทุกคนที่มาญี่ปุ่น จะรู้สึกประทับใจสิ่งนี้ที่สุด ทุกอย่างต้องเริ่มด้วยตนเอง

” จิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่นที่ชอบ คือ เขาไม่ได้สนใจว่าจะมีกฎหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นสิ่งที่คุณควรจะทำ คุณก็ต้องทำ รู้สึกว่าถ้าทุกคนมีจิตสำนึกตรงนี้ อะไรๆ มันคงจะดีขึ้น ทุกอย่างมันต้องเริ่มจากปัจเจกบุคคล เริ่มจากตัวแต่ละคนเอง “

รู้สึกว่าตรงนี้เป็นส่วนที่อยากให้คนไทยมีแต่ก็ต้องอยู่ที่ค่านิยมของสังคม การศึกษาก็มีส่วนสำคัญ ต้องปลูกฝังให้คนไทยมีความขยันมากขึ้น

PeaceGenTV : คิดว่าถ้าคนไทยมีระเบียบวินัยดีขึ้น สังคมไทยจะเปลี่ยนโฉมไปเลยไหม

มันก็คงไม่ได้เปลี่ยนโฉม เพราะว่าเราก็ยังมีค่านิยมแบบไทยๆ อยู่ แต่คิดว่าหลายๆ อย่าง มันน่าจะดีขึ้นมาก

PeaceGenTV : อยากให้ยกตัวอย่าง เพราะคนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่น เขาอ่านแล้วจะได้เห็นภาพสมมตินำเรื่องระเบียบวินัยมาพัฒนาสังคมไทยแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้น

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ Simple ที่สุดนะคะ สมมติว่าเรากำลังจะข้ามถนนแล้วมีไฟแดง ถึงแม้ว่าจะไม่มีรถ ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนเห็น คนญี่ปุ่นก็จะหยุดค่ะคือบางคนจะคิดว่า มันเป็นความคิดหัวสี่เหลี่ยมมากเลย คุณเห็นสีแดง คุณจะต้องหยุดอย่างนี้แต่รู้สึกว่าถ้าทุกคนเป็นแบบนี้ก็ดีเนอะ คือไม่ต้องมีคนเห็น ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีตำรวจมาจับว่า ถ้าคุณฝ่าไฟแดงคุณจะต้องโดนจับ แต่เขาทำกันเป็นนิสัย เป็นกิจวัตรไปแล้วว่า เห็นสีแดงปุ๊บ ต้องหยุด หรืออย่างการทิ้งขยะก็เหมือนกัน สมมติว่าเขาดื่มน้ำหมดขวด แต่ไม่เจอถังขยะ เขาก็จะถือขวดไปทิ้งที่บ้าน

PeaceGenTV : ขยะของญี่ปุ่นมีการคัดแยกด้วยไหมคะ

ใช่ค่ะ ต้องแยกขยะ ตอนแรกมาใหม่ๆ ก็ไม่ชิน แยกละเอียดมากเลยค่ะขวดก็ต้องเอาฉลากออก แล้วขวดกับฝาก็ต้องแยกออกจากกันเขาก็ทำกัน คงมีคนบางส่วนที่ไม่ทำ แต่ที่เห็นคือ คนส่วนใหญ่ก็ทำเจเชื่อว่าที่เขาทำเพราะมีความคิดว่า ‘ไม่อยากสร้างความลำบากให้กับคนที่ต้องเอาขยะไปเผา’ ถ้าคนทุกคนในสังคม มีความคิดแบบนี้ว่า

” เราจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่สร้างความลำบากให้คนอาชีพอื่นๆ หรือคนส่วนอื่นๆ ในสังคม คิดว่าสังคมน่าจะดีขึ้นมากคือ ทุกคนต้องทำหน้าที่ของตัวเอง”

PeaceGenTV : ช่วงที่มาญี่ปุ่นแรกๆ แล้วยังไม่ชิน มีความรู้สึกว่ากฎมันเยอะไปหมดเลย จนกระทั่งเราทำจนเป็นนิสัยแล้ว เจรู้สึกหรือสัมผัสอะไรได้บ้างกับตัวเอง

รู้สึกว่าจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากเนอะ แล้วเราก็ช่วยลดภาระของคนจำนวนหนึ่งไป พอทำได้ก็รู้สึกดีค่ะเริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงมีกฎในสังคมเยอะขนาดนี้ ก็เพราะว่า ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองไม่เป็นภาระให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง สังคมคงขับเคลื่อนไปได้อย่างเร็วมากขึ้น

12794511_10153343605232703_5012308011367203681_nPeaceGenTV : ตอนนี้เวลาคนไทยพูดว่าอยากช่วยเหลือสังคม ก็คือการไปให้คนอื่น ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องทำอะไร รู้สึกว่าเราเป็นผู้ให้ก็โอเคแล้ว เจมองเรื่องการช่วยเหลือสังคมกับการรับผิดชอบตนเองว่ามันเกี่ยวเนื่องกันยังไง
     เจว่าสังคมจะดีขึ้นได้ มันเกิดจากการที่ตัวเราทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองก่อนถ้าเรารับผิดชอบตัวเองไม่ได้ เราจะไปช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากไร้ ก็ไม่มีประโยชน์ค่ะการแก้ปัญหาจากแก่น คือ เราทุกคนต้องไม่เป็นภาระของสังคม ลองคิดเพื่อคนอื่นมากๆ คิดว่าอันนี้เป็นส่วนสำคัญมากกว่าการไปทำประโยชน์ให้สถานที่ต่างๆ เป็นบางโอกาส มันเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

PeaceGenTV : คำว่ารับผิดชอบต่อตัวเอง ในมุมของเจมีอะไรบ้าง

อันดับแรก มีภาระหน้าที่อะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าคุณเป็นอะไรในสังคมต้องเป็น be the best one, be a great one อย่างนี้ค่ะ
อันดับสอง

“ด้วยความที่เราก็มีชีวิตอยู่ในสังคม เราต้องไปเกี่ยวกับหลายๆ ชีวิตรอบข้าง เพราะฉะนั้นเราต้องคิดถึงความรู้สึกของคนอีกฝ่ายหนึ่งมากๆ ว่า เราพูดอะไรแบบนี้ไป เขาจะรู้สึกแย่ไหม หรือเราทำอะไรแบบนี้ไป มันจะสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายหนึ่งไหมคิดว่าอันนี้ก็เป็นความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่เราพึงมีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”

อย่างเช่น เวลาเราไปร้านอาหาร เราอาจบ่นว่าทำไมพนักงานเสิร์ฟไม่ค่อยดี มีมารยาทไม่ค่อยดีแต่บางทีเจว่าเราลืมนึกไปว่าเรา Treat เขา ดีพอ ที่จะได้รับรอยยิ้มกลับมาหรือยัง
ตอนที่มาญี่ปุ่นเจเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่ 2 ปี ในร้านอาหารไทย ลูกค้าดีมาก อาจจะเป็นเพราะว่า ร้านอาหารค่อนข้างจะมีความหรูในระดับหนึ่ง ลูกค้าก็เกรดดีขึ้นมาหน่อย คือ ลูกค้ามีความเกรงใจเรามาก Treat เราเป็นคนๆ หนึ่ง ไม่ใช่ว่าคุณเป็นเด็กเสิร์ฟ ฉันจะจิกหัวคุณยังไงก็ได้เอาอะไรไปเสิร์ฟเขาก็จะบอกว่า “ขอบคุณมากนะคะ” เอาน้ำไปเทให้ก็บอก “ขอบคุณมากนะคะ” หรือ “ขอโทษนะคะ” เป็นคำพูดติดปากคนญี่ปุ่น แต่ว่าในฐานะคนให้บริการรู้ก็สึกดีพอรู้สึกดีแบบนี้เราก็อยากจะส่งต่ออะไรดีๆ ให้คนอื่นต่อ เพราะฉะนั้นเวลาเจไปร้านอาหารในญี่ปุ่น หรือที่ไหนก็ตาม ก็จะทำเหมือนกับที่เราโดน Treat มาเหมือนกันเลยรู้สึกว่า มันคงเป็นเป็นอะไรดีๆ จะเรียกว่าความรับผิดชอบหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่เจว่ามันเป็นสิ่งที่ถ้าทุกคนทำแล้วคงดี ถ้าทุกคนมีจิตสำนึก คิดว่าภาพรวมบรรยากาศของสังคมคงจะน่าอยู่ แล้วก็ดีขึ้น

(เมื่อพูดถึงจิตสำนึก และภาพรวมบรรยากาศในสังคม PeaceGenTV ก็เลยมีคำถามส่งท้าย ที่อยากจะได้ในมุมมองของเจ)

12794511_10153343605232703_5012308011367203681_n

 

PeaceGenTV : เกี่ยวกับความคิดที่ว่า Facebook คือพื้นที่ของฉัน ฉันจะพิมพ์อะไรก็ได้ เจมีความเห็นอย่างไร

     เจวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เราก็จะโดนสอนให้เห็นความสำคัญกับทุกๆ คำพูด ทุกๆ ตัวอักษรเพราะคำพูดมันสร้างอิทธิพลให้กับคนวงกว้าง โดยบางทีเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะไปไกลแค่ไหนเหมือนที่เขาพูดกันว่า “คำพูดมันคมยิ่งกว่ามีด” ถ้าเราใช้สิ่งนี้ในการทำร้ายคนก็สามารถดับอนาคตคนๆ หนึ่งไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวัง ใช้อย่างมีสติ

” ถ้าจะพูดว่า “Facebook คือพื้นที่ของฉัน” ถ้ามันเป็นของตัวเองจริง คนอื่นต้องมองไม่เห็นแต่ถ้าตราบใดที่เราเขียนอะไรไป แล้วคนอื่นมองเห็น ก็แปลว่าพื้นที่นั้นไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวของคุณอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะพิมพ์อะไร มันต้องระมัดระวัง ต้องคิดถึงจุดนี้เหมือนกัน ถือว่าเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างหนึ่ง ในทุกคำพูดที่เราจะพิมพ์ลงไป “

อย่างรุ่นเจ กว่าจะรับรู้ข่าว ต้องผ่านการกลั่นกรองมาแล้วจากสำนักข่าว ผ่านพ่อแม่หรืออาจารย์ก่อนที่จะมาให้เราฟัง แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างไปไวมากไม่ต้องเป็นนักข่าว ไม่ต้องมีจรรยาบรรณของนักข่าว ก็เขียนอะไรขึ้นมาได้ แล้วก็แชร์ต่อกันบางทีสิ่งที่ไม่ได้มีจริงๆ ก็กลายเป็นมีขึ้นมา เหมือนกับปั้นน้ำเป็นตัวจากไม่มีอะไรเลย ก็กลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา คนก็เสพข่าวไป ก็ดราม่าไปพอผ่านสักเดือนนึง อาจจะเพิ่งมีคนมาแก้ข่าวว่า ไม่ใช่นะ แต่ข่าวนี้ก็จะไม่ดังเท่ากับข่าวแรกเลยรู้สึกว่าน่าสงสาร ถ้าเราเป็นคนที่โดนโจมตี แล้วอนาคตเราดับวูบตรงนั้นเพราะว่าคนจำภาพเราเป็นภาพนั้นไปแล้ว รู้สึกว่าสังคมสมัยนี้น่ากลัว แต่ก็คงแก้อะไรไม่ได้

” อยากให้ทุกคนเสพข่าวอย่างมีสติมากขึ้น ก่อนจะแชร์ข่าวให้รู้ว่า สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบเหมือนกัน “

หลังจากที่ PeaceGen TV ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับร่วม 1 ชั่วโมง เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้คน ๆ หนึ่ง สามารถเดินมาถึงจุดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘ทัศนคติ’ ที่เจเลือกใช้ในการดำเนินชีวิต และการยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม

ในขณะที่วัยรุ่นกำลังถูกกระแสสังคมปลูกฝังให้เจอแต่เรื่องร้าย ๆ ข่าวไม่ดี ปัญหาแย่ๆ ของ “วัยรุ่น”ด้วยกันเองนั้น แต่ก็ยังมีวัยรุ่นบางคนอย่างเจ ที่กำลังทำความดีไปพร้อมๆ กับการดำเนินชีวิตอย่างสดใสสวยงาม

สองคน ยลตามช่อง
คนหนึ่ง มองเห็นโคลนตม
คนหนึ่ง ตาแหลมคม
มองเห็นดาวอยู่พราวแพรว

 

อ่านเรื่องเจจบแล้ว อย่าลืมใช้ตาแหลมคมกลับมาย้อนมองตน และถามตัวเองว่าเราได้อะไรจากการอ่านชีวิตของเธอบ้าง


◊◊◊

Comments

comments